การทำบุญกฐิน-ผ้าป่า
สมัยพุทธกาลประเทศอินเดียยังไม่มีเครื่องจักรทอผ้าแต่ละชิ้นที่จะนำมาปิดกายหายากที่สุด พระภิกษุสงฆ์ต้องไปลอกเอาผ้าขาวที่ชาวบ้านห่อศพคนตายแล้วเอาไปทิ้งตามสุสาน คือคนอินเดียในสมัยนั้นไม่นิยมฝังศพหรือเผาศพ คงเอาไปทิ้งทั้งดุ้นกลางป่าช้า
พระสงฆ์ไปพบเข้า ศพไหนที่ยังไม่เน่าเหม็น ท่านก็เห็นว่าควรเอามาใช้ประโยชน์ได้ จึงไปชักเอามา เรียกว่า ชักผ้าบังสกุล แปลว่า ชักผ้าเปื้อนฝุ่น ซึ่งเราจะเห็นว่าคนเดี๋ยวนี้ เวลาเขาจะเอาศพไปเผา เขาจะเอาผ้าขาวไปพาดกับโลงศพแล้วให้พระชักผ้าบังสกุล คือ ทำพอเป็นพิธีๆ คิดเดาเอาว่าคงได้บุญเท่านั้นเอง ไม่เข้าใจจุดหมายที่แท้
พระสงฆ์ในสมัยนั้น จึงนุ่งผ้าปุๆ ปะๆ เก่าคร่ำคร่ากันมากต่อมาก ปะแล้วปะอีก จนนางวิสาขาผู้มีอันจะกินได้เห็น แล้วก็ขอประทานอนุญาตจากพระพุทธเจ้า เพื่อถวายผ้าแก่พระสงฆ์ พระพุทธองค์ก็อนุญาตให้ถวายได้ในกาล คือตั้งแต่วันออกพรรษาไปจนถึงวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ เรียกว่า เขตกฐิน และการถวายผ้าก็ให้ถวายเป็นของกลางสงฆ์ แล้วให้พระสงฆ์ทั้งหมดช่วยกันตัด เย็บ ย้อมพร้อมเพรียงกัน แล้วมอบให้แก่พระภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง ที่มีผ้าเก่าคร่ำขาดแคลนกว่าเพื่อนทั้งหมด ให้ท่านครอบครองเป็นสิทธิ์ขาดแต่ผู้เดียวเรียกว่า ให้ท่านครองกฐินจึงเกิดมีการถวายผ้าเป็นกฐินมาตั้งแต่นั้น ซึ่งก็ไม่ต้องมีการเรี่ยไรเงินทอง เสบียงอาหาร กินสุรา ร้องรำอย่างที่เห็นๆ อยู่นี้แต่ประการใดเลย อันนำความหนักใจมาสู่คนบางคนโดยเข้าใจผิดว่า “ไม่มีเงินที่จะทอดกฐิน”
กฐินที่แท้มีผ้าเพียงผืนเดียวก็เป็นกฐินสมบูรณ์แบบจะไปยากอะไร
ผ้าป่าก็เหมือนกัน เมื่อสิ้นเขตกฐินแล้ว ก็จัดทำผ้าป่า สมัยก่อนนั้นเขาเอาเพียงผ้ามาถวายผืนเดียวก็ได้ หรือเอาผ้าไปทอดพาดกิ่งไม้ตามทางไว้ก็ได้ เป็นการแสดงความเสียสละช่วยสงเคราะห์พระที่ขาดแคลน เมื่อท่านจาริกผ่านมา ก็จะได้เอาผ้าไปใช้นุ่งห่ม
แต่ปัจจุบันนี้ ผ้ามีเหลือใช้ พระสงฆ์ได้เปลี่ยนแปลงไปมาก ซึ่งมีการสร้างวัด สร้างวิหารแข่งกัน ประชันบารมี จึงต้องมีการเรี่ยไร เอาเงินทองจนเกินพอดี ดูชักจะเลอะเทอะมากขึ้นๆ จนน่าเป็นห่วง เพราะผิดจากพุทธประสงค์ เดินไกลจนตะโกนกันไม่ได้ยิน
ยังมีข้อสำคัญอยู่อีกประการหนึ่งที่ควรเรียนรู้ คือ การทำปริศนาซ่อนไว้ ในประเพณี เช่นในงานกฐิน เขาจะทำเป็นธง มีรูปตะขาบ รูปแมลงป่อง รูปจรเข้ และรูปครึ่งคนครึ่งสัตว์(นางมัจฉา) แห่ไปด้วย
และเขาได้แต่งนิทานเสริมเอาไว้ว่า บุญกฐินเป็นบุญพิเศษที่มีอานิสงส์มาก ดังนั้นคนจึงพากันทอดกฐินอย่างเอิกเกริกทุกปี และมีอยู่คราวหนึ่ง จรเข้าใหญ่ในคลองเกิดเลื่อมใสอยากไปทำบุญทอดกฐินด้วย แต่ก็ไปไม่ได้ จึงอ้อนวอนแก่คนว่า ขอฝากวิญญาณไปทำบุญด้วย โดยให้ทำธงรูปจรเข้แห่ไป จากนั้นจรเข้ก็กลั้นใจตาย เหตุนี้แหละเขาจึงทำธงรูปจรเข้
ผู้เขียนมีความเห็นว่า เรื่องจรเข้พูดภาษาคนได้รู้เรื่องกันจะเป็นจริงอย่างไรไม่สำคัญ แต่ผู้เขียนคิดตีเป็นปริศนา โดยคิดจากตะขาบกับแมลงป่องก่อน ตะขาบกับแมลงป่องเป็นสัตว์มีพิษกัดเจ็บ ทางกายนี้เป็นอุปมา ว่าที่ใจเราเจ็บปวดนั้นก็มีสิ่งมีพิษเสียบแทงทำร้ายเช่นกัน เรียกว่ากิเลส กิเลสนี้เองเป็นธรรมอันมีพิษภายใน การทำทานรักษาศีล หรือภาวนา ล้วนมีจุดหมายเพื่อเอาสิ่งมีพิษ คือ กิเลสนี้ออกทั้งสิ้น ทำทานก็เพื่อละความตระหนี่ ความเห็นแก่ได้ฝ่ายเดียว การรักษาศีลก็เพื่อละโทสะ ละการเบียดเบียน ละความโลภ ละความคดโกง ละความประมาท การภาวนา ก็เพื่อละกิเลสที่ยึดมั่นถือมั่นอย่างลึกซึ้ง ปริศนาเหล่านี้ชี้แก่นของศาสนาดังนี้
ทีนี้เลื่อนมาเรื่องจรเข้ คือมีเรื่องกล่าวไว้ในพระไตรปิฎกสูตรที่ ๑ สมุทรวรรค สฬายตนสํ ๑๘/๑๙๖ ว่า
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! ปุถุชนผู้มีการสดับอย่างธรรมดาสามัญ กล่าวกันอยู่ว่าสมุทรๆ ดังนี้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! สมุทรดังที่กล่าวนั้นหาใช่สมุทรในอริยวินัย คือระเบียบแห่งการพูดจาของพระอริยเจ้าไม่
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! นั้นเป็นเพียงน่านน้ำใหญ่ๆ ห้วงน้ำใหญ่ๆ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จักษุเป็นสมุทรของคนเรา กำลังของจักษุสมุทรนั้นสำเร็จมาแต่รูป!
บุคคลใดหยุดเสียได้ซึ่งกำลังแห่งสมุทรอันสำเร็จมาแต่รูปนั้น บุคคลอันเรากล่าวว่า ข้ามได้แล้วซึ่งจักษุสมุทร อันมีคลื่นเกลียววน มีสัตว์ร้าย มีรากษส เป็นผู้ข้ามแล้ว เป็นผู้ถึงฝั่งแล้ว เป็นพราหมณ์ยืนอยู่บนบกแล้ว ดังนี้”
(ในกรณีแห่งหูเป็นสมุทร, จมูกเป็นสมุทร, ลิ้นเป็นสมุทร, กายเป็นสมุทร, ใจเป็นสมุทร, พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้มีนัยอย่างเดียวกันกับในกรณีแห่งจักษุสมุทร)
ราคะ โทสะ และอวิชชา ของบุคคลใด จากไปหมดสิ้นแล้ว บุคคลนั้นข้ามล่วงพ้นแล้วซึ่งสมุทรนี้ อันมีสัตว์ร้าย มีรากษส มีภัยเกิดแต่คลื่น ข้ามได้แสนยากดังนี้แล
จรเข้เป็นสัตว์ร้ายในน้ำ กิเลสเป็นสัตว์ร้ายในใจคน การทำทานจึงมุ่งเอาจรเข้คือกิเลสออกไปด้วย กฐินที่แท้ต้องชำระกิเลส ไม่ใช่ทำเพื่ออวดฐานะ อวดความมีหน้ามีตา หรือ
กฐินสามัคคีเพื่อการเมือง หรือเรี่ยไรเบียดบังไปซื้อสุราอาหารกินอย่างที่บางแห่งเขาทำกัน
มีบางแห่ง ทายกเอาเงินกฐินไปถวายพระ อ้างว่าเก็บเอาไว้สร้างโบสถ์ แล้วตนเองเป็นผู้ถือเงิน ก็เอาเงินกฐินนั้นมาลงทุนหมุนกำไร กฐินอย่างนี้มันเพิ่มตะขาบ เพิ่มจรเข้เข้ามาในใจยั้วเยี้ยเต็มใจไปหมด คนทำบุญไม่เป็นจึงเป็นคนมีพิษ
ส่วนคนครึ่งปลาเรียกว่านางมัจฉานั้น เป็นเรื่องชี้แนวแห่งโลกุตรธรรม คือให้สละความรู้สึกว่า ฉันเป็นคนเป็นสัตว์ออกเสีย แล้วจะถึงความว่าง(สุญญตา) ดอกบัวที่อยู่ในมือคือ พุทธะ ที่มีอยู่แล้วในใจของทุกคน ยังรอแต่เวลาที่จะเบ่งบานเท่านั้น เวลานั้นก็คือเวลาที่สละความรู้สึกว่า ฉันเป็นคนเป็นสัตว์ได้เกลี้ยงจริงๆ นั้นเอง เรื่องปริศนาธรรมในงานกฐินก็จบลงเพียงเท่านี้.
(บทความนี้คัดมาจากหนังสือชุนนุมปริศนาธรรมจากพิธีทำบุญต่างๆ ของ ภิกขุโพธิ์แสนยานุภาพ)
ออกพรรษาทอดกฐิน

ออกพรรษาหน้ากฐินทุกถิ่นทอด สนุกยอดสนานใหญ่ไม่มีสอง
กฐินไทยใครก็รู้ไม่เป้นรอง แต่จะหาทำถูกต้องนั้นยากเย็น
กฐินทัวร์กฐินเที่ยวพอได้ท่อง มันยกร่องจริงแม่เอ๋ยไม่เคยเห็น
เที่ยวเรี่ยไรได้ค่ารถและเบียร์เย็น หาช่องเล่นแอบอ้างบุญต้มตุ้นกิน
กฐินแท้ที่พุทธองค์ทรงบัญญัติ เพียงถือผ้ามาวัดก็เป็นกฐิน
มีพระรับก็ทอดเลยแม้กลางดิน ไม่ต้องยุงโห่แห่กินสิ้นเปลืองเอย.
กฐินบัมพ์กฐินบ๋องล่องเหนือใต้ โห่แห่ไปเต้นดิสโก้โชว์กฐิน
กฐินไทยร่ำสุราเป็นอาจิณ ทั้งโห่กินแห่ดวดอวดกันจัง
บางงานนั้นจัดใหญ่โตโอ่ยศฐาน์ มีดาราดนตรีและมีหนัง
พอจัดเสร็จเก็บเสร็จเช็คสตางค์ วัดเกือบพังควักระเป้าเศร้าเหงาทรวง
กฐินแท้ของชาวพุทธสุดจะง่าย ไม่วุ่นวายเหมือนดั่งกฐินหลวง
มีเพียงผ้าแลญาติมิตรศิษย์ทั้งปวง ไม่ต้องห่วงทอดพระเลยเสบยใจ
กลับหน้าหลักครับ
|