ตำนานชื่อหมู่บ้านในอำเภอคุระบุรี

เหตุการณ์ต่างๆ ที่ผ่านมา ได้จารึกอยู่ในความทรงจำของคนทั้งหลาย วันเวลาได้ผ่านล่วงเลยมาจนกระทั่ง....

ตอนที่ 11 “ บ้านห้วยทรัพย์”
มีชายคนหนึ่งนามว่า “ ตา ยมดึง” มีอาชีพรับซื้อโค( วัว) เพื่อนำไปขายโดยเดินทางรับซื้อเรื่อยมาจากอำเภอกะเปอร์ จังหวัดระนอง เพื่อนำไปขายที่ “ เมืองตะโกลา” ( ปัจจุบันคือ อำเภอตะกั่วป่า) ได้เดินทางผ่านมาถึง “ บ้านห้วยทรัพย์” ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือสุดของอำเภอคุระบุรี และของจังหวัดพังงา ต่อเขตกับกิ่งอำเภอสุขสำราญ จ. ระนอง บริเวณนั้นมี “ ห้วยน้ำซับ” ซึ่งเกิดจาก “ น้ำตกโตนจิก” จึงได้ชื่อว่า “ ห้วยซับ” และแผลงมาเป็น “ ห้วยทรัพย์” ซึ่งเป็นชื่อของหมู่บ้าน ดังปรากฏอยู่ในปัจจุบัน...

ตอนที่ 12 “ บ้านหินลาด”
“ ตา ยมดึง” ต้อนฝูงโคผ่าน “ บ้านห้วยทรัพย์” เข้าสู่เขต “ บ้านเตรียม” ( บ้านที่ตั้งขันหมากของ “ พ่อตารัศมี) ผ่านเข้าสู่เขตหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ซึ่งระหว่างทางจะมีภูเขากั้นกลาง การเดินทางเป็นไปด้วยความยากลำบาก ต้องปีนป่ายผ่านแนวหินที่ทอดลาดเป็นทางยาว หมู่บ้านนั้นจึงได้ ชื่อว่า “ บ้านหินลาด” สืบมาจนถึงปัจจุบัน จากนั้นจึงเดินทางมุ่งเข้าสู่เขต “ บ้านนางย่อน”

ตอนที่ 13 “ โคเริ่มป่วย”
ก่อนเข้าสู่ “ บ้านนางย่อน” มีลำคลองลึกกั้นขวางอยู่ ซึ่งเคยเป็นเส้นทางผ่านเข้า – ออก ของเรือใหญ่ในอดีต น้ำในลำคลองนั้นใสและเย็นจัด “ ตา ยมดึง” ต้องใช้ความพยายามไล่ต้อนฝูงโคให้ว่ายน้ำผ่านคลองด้วยความลำบาก
แต่เนื่องจากฝูงโคเดินทางมาไกล จึงเหนื่อย ประกอบกับอากาศที่ร้อนจัดเมื่อลงน้ำที่เย็นจัดในทันที โคจึงไม่สามารถปรับตัวได้ทัน โคจำนวนมากจึงล้มป่วยลง
“ ตา ยมดึง” พยายามต้อนฝูงโคเดินทางต่อไป และได้แวะพักที่หมู่บ้านแห่งหนึ่ง เช้าวันรุ่งขึ้นโคมีอาการป่วย น้ำมูกไหล ขี้ตาเกรอะกรัง และมีอาการ “ อาเจียน” ( ภาษาใต้เรียกว่า “ ราก” ) สร้างความตกใจให้ “ ตา ยมดึง” เป็นอย่างมาก หมู่บ้านแห่งนั้นจึงได้ชื่อว่า “ บ้านคุระ” ซึ่งแผลงมาจาก “ โคราก” ตามอาการที่โคป่วย เป็นชื่อของหมู่บ้านหนึ่งที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน
ข้อสันนิษฐานอีกอย่างหนึ่ง คือคำว่า “ คุระ” เป็นคำภาษามลายู แปลว่า “ ต้นสมอทะเล” เพราะพื้นที่บริเวณนั้นมีต้นสมอทะเลเกิดขึ้นอยู่เป็นจำนวนมาก ทั้งที่บริเวณ “ บ้านคุระ” และ “ คลองนางย่อน”

ตอนที่ 14 “ โครอดชีวิต”
หลังจากได้หยุดพักที่ “ บ้านคุระ” ฝูงโคเริ่มเดินทางต่อทั้งๆ ที่ไม่สบายจนกระทั่งถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่ง “ ตา ยมดึง” จึงให้ฝูงโคหยุดพัก เช้าวันรุ่งขึ้น โคมีอาการดีขึ้น หายป่วยเป็นปกติ ดังเดิม ทำให้ “ ตา ยมดึง” ดีใจมาก รีบต้อนฝูงโคเดินทางต่อ หมู่บ้านที่โคหายป่วยนั้นจึงได้ชื่อว่า “ บ้านโครอด” ซึ่งแผลงเป็น “ บ้านคุรอด” ดังปรากฏเป็นชื่อหมู่บ้านอยู่ในปัจจุบัน..

ตอนที่ 15 “ โคคลุ้มคลั่ง”
ฝูงโคเดินทางผ่านป่าดง จนไปถึงหมู่บ้านอีกแห่งหนึ่ง อาการป่วยของโคเริ่มทรุดลงอีกและมีอาการ “ คลุ้มคลั่ง” เป็นบางครั้ง ส่งเสียงร้องโหยหวนในบางขณะ และมีน้ำตาไหลเป็นทาง “ ตา ยมดึง” ทุกข์ใจเป็นอย่างมาก ได้แต่รีบต้อนฝูงโคให้เดินทางถึงจุดหมายโดยเร็วที่สุด...
หมู่บ้านที่โคเกิดอาการคลุ้มคลั่งนี้ ต่อมาได้ชื่อว่า “ บ้านบางครั้ง” ซึ่งแผลงมาเป็น “ บ้านบางครั่ง” ดังปรากฏเป็นชื่อหมู่บ้านอยู่ในปัจจุบัน

ตอนที่ 16 “ โคล้มตาม แล่หนังโคขาย”
ฝูงโคที่กำลังป่วยหนักถูกต้อนให้เดินทางไปด้วยความลำบาก จนถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่งโคไม่สามารถทนพิษจากโรคร้ายได้อีกต่อไป พากันล้มตายลง “ ตา ยมดึง” เสียใจเป็นที่สุด ที่ไม่สามารถช่วยชีวิตโคได้ จึงช่วยกันกับชาวบ้านแล่หนังโคออก และทำการ “ ทุบ ตี นวด” หนังโค( ซึ่งภาษาใต้เรียกว่า การ “ ตำ” หนัง) หมู่บ้านแห่งนั้นจึงได้ชื่อเรียกว่า “ บ้านตำหนัง” ดังปรากฏเป็นชื่อหมู่บ้านสืบมาจนถึงปัจจุบัน...

ตอนที่ 17 “ แดดออกเป็นบางวัน”
หลังจากแล่หนังโคเสร็จ “ ตา ยมดึง” ให้คนช่วยหาบหนังโคเดินทางต่อเพื่อนำไปที่เมืองตะโกลา จนถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่ง เห็นมีแดดออกดี จึงหยุดพักเพื่อทำการตากหนังโค ปรากฏว่าแดดที่เคยออกดี กลับออกเป็น “ บางวัน” ในบางวันกลับมืดครึ้ม หนังโคที่ตากแล้วจึงแห้งช้า ทำให้มี “ แมลงวัน” และมาตอมหนังโคที่ตากไว้เป็นจำนวนมาก จากการที่มีแดดออกเป็น “ บางวัน” และมี “ แมลงวัน” มากหมู่บ้านนี้จึงได้ชื่อว่า “ บ้านบางวัน” ดังปรากฏเป็นชื่อหมู่บ้านอยู่ในปัจจุบัน...

ตอนที่ 18 “ ชีวิตเร่ร่อน”
“ ตา ยมดึง” เดินทางต่อไปจนถึง “ เมืองตะโกลา” ( อำเภอตะกั่วป่าในปัจจุบัน) ก็หยุดเพื่อขายหนังโค แต่ก็ต้องขาดทุน ไม่มีทุนพอที่จะซื้อโคมาขายได้อีก
“ ตา ยมดึง” จึงเดินทางเร่ร่อนต่อไป จนหลายปีต่อมาได้เดินทางไปถึงเมืองพังงา ได้พักอาศัยอยู่กับ “ ตาโจงโตง” ช่วยเหลือทำงานอยู่กับ “ ตาโจงโตง” อยู่ที่เมืองพังงานั้นเอง

ประวัติศาสตร์ จากข้อมูลทางประวัติศาสตร

ในหนังสือประวัติวัดทั่วราชอาณาจักร เล่ม 3 ได้กล่าวถึงวัดนางย่อน ได้สร้างขึ้นเมื่อ พ. ศ. 2345 ซึ่งแสดงถึงบริเวณนี้คงเป็นชุมชนหนึ่งที่มีการรวมตัวกัน และมีการตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนจนมั่นคงพอควรจึงมีการสร้างวัดขึ้นในชุมชน เพื่อเป็นศูนย์รวมของชุมชนแหล่งนี้

พงศาวดาเมืองถลาง เขียนเมื่อ พ. ศ.2384 ได้กล่าวถึงหัวเมืองชายฝั่งทะเลตะวันตก ดังนี้ “... ชื่อว่าแปดหัวเมืองนั้น เมืองถลาง เมืองภูเก็ต เมืองตะกั่วทุ่ง เมืองตะกั่วป่า เมืองตะโกรา เมืองพังงา เมืองคุระ เมืองคุรอด ประมวญเป็นแปดเมือง เมืองตะโกรา พังงา คุระ คุรอด ขึ้นกับเมืองตะกั่วป่า ...” ( ปัญญา ศรีนาค. 2546 : 6)

เหตุการณ์ที่ต้องกล่าวถึงของอำเภอคุระบุรี คือการทำเหมืองแร่ดีบุกของพระอร่ามสาครเขตร์ บนเขาโชน เรียกกันว่า “ เหมืองโชน” ที่มีอายุประมาณ 100 ปีมาแล้ว ในที่นี้ขอกล่าวถึงประวัติของพระอร่ามสาครเขตร์พอสังเขป ดังนี้ พระอร่ามสาครเขตร์เกิดเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน พ. ศ.2422 ที่ตำบลเหนือ อำเภอทุ่งคา ( ปัจจุบันเป็นอำเภอเมือง) จังหวัดภูเก็ต เป็นบุตรคนที่ 4 ของขุนอร่ามสาครเขตร์ ( ตันหงิมจ้าว) ชาวจีนจากแผ่นดินใหญ่ที่เดินทางมาแสวงโชคและสร้างฐานะร่ำรวมจากการทำเหมืองแร่ ท่านได้ไปศึกษาภาษาอังกฤษที่เกาะปีนัง และเดินทางกลับมารับช่วงกิจการเหมืองแร่สืบต่อจากบิดาจนเป็นคหบดีผู้มั่งคั่งตระกูลหนึ่ง
ของภูเก็ตเมื่อกว่า 100 ปี มาแล้วรับบรรดาศักดิ์ในปลายรัชกาลที่ 5 เป็น หลวงอร่ามสาครเขตร์ และท่านได้รับพระราชทานนามสกุล ตัณฑัยย์ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ครั้งสุดท้ายในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 เป็นอำมาตย์ตรี พระอร่ามสาครเขตร์( ชื่อเดิม คือ ตันเพ็กฮวด ตัณฑัยย์)

พระอร่ามฯ ท่านเป็นนักบุกเบิกผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่งที่เดินทางค้นหาแหล่งแร่ดีบุก เป็นภารกิจสำคัญและเป็นภาระที่หนักหน่วง ด้วยการคมนาคมเมื่อกว่าร้อยปีก่อน คงไม่สะดวกสบายเหมือนในปัจจุบัน ด้วยความมุ่งมั่นอุตสาหะ ฟันฝ่าอุปสรรคนานาประการทำให้ท่านค้นพบเหมืองโชน เป็นแหล่งแร่ดีบุกขนาดใหญ่บนเขาแก้ว ซึ่งเทือกเขาแก้วเป็นเทือกเขาขนาดใหญ่ ที่มีความสูงประมาณ 3,500 ฟุต มีอาณาบริเวณครอบคลุมพื้นที่ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ระนองและพังงา ด้วยสัญชาติญาณ และประสบการณ์ในการทำเหมืองแร่ ท่านให้ความเห็นว่าแหล่งแร่ดีบุกบนเขาแก้วต้องเป็นแม่แร่ที่เป็นต้นกำเนิดบนพื้นดิน โดยแม่แร่บนภูเขาถูกน้ำชะพังทลายลงมาเป็นลานแร่ด้านล่างก้อนแร่ที่ขุดพบในรุ่นแรกๆ จะเป็นก้อนดีบุกล้วนๆ ขนาดโตเท่ากำปั้น ไม่ต้องสกัดหรือทำอะไรทั้งสิ้นเหมืองโชนควรจะได้รับการยกย่องว่าเป็นตำนานอันยิ่งใหญ
่ของวงการอุตสาหกรรมเหมืองแร่ดีบุกไทย หลังจากสิ้นบุญพระอร่ามฯ กวนฮก ตัณฑัยย์ ลูกชายคนที่ 2 ของท่าน ซึ่งจบวิชาการทำเหมืองแร่จาก Cambrige School of Mines ประเทศอังกฤษ มารับช่วงการทำเหมืองโชนต่อ ขณะนั้นแม่แร่เริ่มหมดทำให้ต้องผ่านกรรมวิธีสกัด ใช้เครื่องแยกแร่ ผ่านหลายขั้นตอน ต้นทุนการผลิตก็สูงไปด้วย กอปรกับเส้นทางขึ้นเหมืองโชนทุรกันดาร การขนส่งอุปกรณ์ทำเหมืองและลำเลียงแร่ลงจากเขา ต้องเสียค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนมาก ทำให้ไม่คุ้มกับการทำเนินการต่อ จึงจำเป็นต้องปิดเหมืองโชน ที่ดินทำเหมืองตกทอดมาอยู่ในความดูแลของนายก วนฮก ตัณฑัยย์

เหมืองโชน เป็นตำนานอันยิ่งใหญ่ของแหล่งแร่ดีบุกในประเทศไทย ซึ่งก่อให้เกิดการพัฒนาประเทศชาน และเชื่อมโยงมาถึงการขุดหาแร่ในทะเล โดยในสมัย จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ยึดอำนาจรัฐปกครองบ้านเมืองในปี พ. ศ.2506 ได้ปรับปรุงกรดโลหกิจมาอยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงพัฒนาการแห่งชาติและเปลี่ยนชื่อใหม่ว่า กรมทรัพยากรธรณี ทั้งให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมเหมือแร่ โดยถือว่าเป็นทรัพยากรที่มีความสำคัญในการนำมาพัฒนาประเทศ จึงได้จัดตั้งบริษัทเหมืองแร่บูรพาเศรษฐกิจขึ้น เพื่อดำเนินกิจการด้านเหมืองแร่โดยเฉพาะ มีนายไสว ทรัพย์เสริมศรีเป็นผู้จัดการ ผู้ถือหุ้นคือ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ จอมพลถนอม กิตติขจร จอมพลประพาส จารุเสถียร และพลเอกละหม้าย อุทยานนท์ ซึ่งผู้ถือหุ้นดังกล่าวได้ยินกิตติศัพท์ของเหมืองโชน จึงเริ่มงานชิ้นแรกของบริษัทฯ ด้วยการซื้อกรรมสิทธิ์เหมืองโชนเป็นมูลค่าถึง 10 ล้านบาทจากนายก วนฮก ตัณฑัยย์ โดยมีนายเจียร วานิชเป็นผู้ประสานงาน และได้ว่าจ้างศาสตราจารย์เป้า ขำอุไร จบการศึกษาจาก Colorado School of Mines ประเทศสหรัฐอเมริการ นับเป็นเกียรติประวัติของเหมืองโชนที่ได้คนดีมีความรู้ความสามารถมาดำเนินกิจการถึง 2 คน คนแรก คือ นายก วนฮก ตัณฑัยย์ บุตรชายของพระอร่ามฯ คนที่ 2 คือ ศาสตราจารย์เป้า ขำอุไร บุคคลทั้งสองได้ร่ำเรียนวิชาการทำเหมืองแร่มาจากต่างประเทศ นับว่าเป็นทรัพยากรบุคคลที่วงการเหมืองแร่ไทยจะต้องจารึกชื่อในประวัติศาสตร์ ฐานะที่นำความรู้ที่ทันสมัยมาทำประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติและนำมาซึ่งความเจริญทางเศรษฐกิจนานัปการ

การเดินทางขึ้นเหมืองโชนในสมัยก่อนเป็นสุดยอดของเส้นทางที่ทุรกันดาร ด้วยภูมิประเทศเหมืองโชน ตั้งอยู่บนเขาแก้ว เริ่มต้นการเดินทางจากการนั่งเรือยนต์จากอำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา ไปเขาเกาะคอเขา ออกทะเลแล้วขึ้นไปทางเหนือ เข้าคลองนางย่อน ขึ้นบกแวะพักบ้านนางย่อน ระยะทางทางน้ำประมาณ 90 กิโลเมตร จากนั้นเดินทางเท้าไปทางทิศตะวันออกอีกประมาณ 10 กิโลเมตร ถึงบ้านท่าข้าม เดินขึ้นเขาชันไปทางทิศตะวันออกอีกประมาณ 13 กิโลเมตร บางช่วงเป็นสันเขาชัน มองลงมาจะเห็นทุ่งชาลีซึ่งเป็นทุ่งหญ้าคาที่มีความสูงมากกว่า 2 เมตร และมีอาณาบริเวณกว้างไกล เห็นสัตว์ป่านานาชนิด โขลงช้างป่า เสือ กระทิง แรด โครำ( เลียงผา) เก้ง กวาง กำลังกินอาหาร สันเขาดังกล่าวมีความสูงถึงประมาณ 3,500 ฟุต อากาศหนาวเย็นตลอดปี สามารถสัมผัสปุยนุ่นได้ดีทีเดียว จากนั้นเดินลงไปทางทิศตะวันออกอีก ประมาณ 2 กิโลเมตร ก็จะถึงเหมืองโชน ในปัจจุบันร่องรอยที่เห็นอยู่ชัดเจน คือ สะพานพระอร่าม ในซอยแสงทองและเครื่องมือที่หลงเหลืออยู่บริเวณเหมืองโชน                  

ย้อนกลับ             หน้าถัดไป